วันจันทร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2554

การกำหนดเเสดงเส้นทางจุดหมายปลายทางบน GoogleMaps

1. ต้องบอกก่อนว่าบ้านเราอยู่แถวไหน

2. จากนั้นเข้าไปที่ http://maps.google.co.th/

3. กรอกชื่อถนน กับเขต และจังหวัดลงไปก่อนก็จะได้ข้อมูลดังภาพ


4. จากนั้นให้คุณคลิ๊กเลือกไปที่ "เส้นทาง" ที่อยู่ในเมนูด้านขวามือ


5. ที่นี้เมนูด้านซ้ายมือก็จะเปลี่ยนไปเป็นการแสดงเส้นทางจาก A ไป B โดย A คือ ต้นทาง และ B เป็นปลายทาง ซึ่งข้อมูลที่กรอกตอนแรกนั้นจะเป็นปลายทาง ส่วนข้อมูลใน A จะว่างไว้ แต่จะมาแสดงผลที่ในรูปแผนที่สีแดง แทน

6. ต่อไปก็ต้องสร้างรูป B ซึ่งเป็นปลายทางในแผนที่ขึ้นมา โดยการก็อบปีข้อมูลที่อยู่ใน B ไปใส่ไว้ใน A

7. ทีนี้แผนที่จะเปลี่ยนสเกลให้ละเอียดขึ้น จะเห็นรูป B ที่เป็นสีเขียวขึ้นมาแทน ซึ่งจริงๆ แล้ว ณ ตอนนี้จะมีรูป B กับรูป A ทับซ้อนกันอยู่

8. ให้คุณปรับสเกลที่อยู่ด้านซ้ายมือใหม่ ให้หยาบขึ้นโดยการเลื่อนกดเครื่องหมาย - จนได้ขนาดเดียวกับตอนแรกหรือขนาดที่คุณจะเห็นบ้านคุณอยู่ในแผนที่ได้

9. เลื่อนจุด B ไปยังปลายทางซึ่งในที่นี้คือ ซอย 12 ซอยหมู่บ้านเจริญสุข ถนนรัชดาภิเษก 18 ห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร

10. แล้วเลื่อนจุด A ไปอยู่ตรงปากซอยรัชดาภิเษกซอย 18

จากนั้นคุณกับแต่งภาพให้ดูเหมาะสมเสียหน่อย เท่านี้คุณก็ได้แผนที่จากถนนใหญ่เข้าไปถึงบ้านคุณแล้ว พร้อมในแผนที่ยังบอกเส้นทางและระยะทางอีกด้วย






วันเสาร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

การทำเเผนที่บนมือถือ

ในการ ทำแผนที่ GPS บนมือถือด้วยตัวเอง อันนี้ผมทำบน Garmin-Asus A10 นะครับไม่อยากเลย โดยเฉพาะโทรศัพท์ใครที่มีโหมดถ่ายรูป Geotagging ที่ให้เราแนบพิกัดของสถานที่่ๆ เราถ่ายลงไปในรูปด้ว

มีวิธีดังนี้

1 เริ่มเลยก็เปิดกล้องถ่ายรูปเหมือนถ่ายปกติละครับ



ต่อมาก็เปิดโหมด Geotagging ที่ว่า บางรุ่นอาจจะมีให้ในตัว ให้สังเกตุเอาว่าบนหน้าจอนั้นมีรูปเข็มหมุด หรือเปล่า ถ้ามีแสดงว่าเปิดโหมด Geotag.อยู่ (สังเกตุในวงกลมสีแดงที่วงไว้ให้)


พอถ่ายรูปที่เราต้องการได้แล้ว เราก็ไปเปิดูที่ Gallery หรืออัลบั้มภาพได้เลย และเมื่อเจอภาพที่เราถ่ายไว้แล้ว ให้เรากดลงไปที่ไอคอนรูป เข็มหมุดบนหน้าจอ (ตามที่ลูกศรสีแดงชี้)


เมื่อกดแล้วก็จะมีแผนที่ พร้อมบอกพิกัด และรูปภาพบนแผนที่มาให้
หลังจากนั้นก็กดไปที่ตัวภาพที่แสดงบนแผนที่แสดงรูปก่อน เพื่อทำการบันทึก (Save) เก็บไว้ (หรือจะเลือกกด Go! เพื่อเปิดใช้ระบบนำทางเลยก็ได้)


หรือจะเลือกกด Share ไปให้กับคนที่เราต้องการที่จะส่งข้อมูลนี้ผ่านทาง Email หรือทางข้อความก็ได้


พอกด Save แล้วให้เราใส่ชื่อร้าน หรือสถานที่นั้นๆ ลงไป ชื่อสถานที่หรือร้านที่เราป้อนก็จะแสดงบนแผนที่ได้



หรือเราจะเลือก Edit เพื่อแก้ไข หรือใส่รายละเอียดเบอร์โทร รวมถึงใส่ Categories เพื่อที่ว่าเราจะได้ค้นหาได้ง่ายขึ้นในครั้งต่อไปครับ
หลังจากนั้นเราก็ใช้งานได้เลย ด้วยการกดลงไปที่ปุ่ม Go! นั่นเลยครับ

วันพฤหัสบดีที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553















ต้องใช้ความรู้อะไรบ้าง ในการทำเว็บแผนที่ ??? Leave a comment »
อันดับแรกเลย คือ ต้องมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเรื่องเว็บ ได้แก่


HTML
Javascript
CSS

ซึ่งเป็นเรื่องพื้นฐานสำหรับการทำเว็บทุกรูปแบบ
อันดับต่อมาได้แก่ ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับแผนที่

พิกัด
มาตราส่วน
สัญลักษณ์


และลำดับสุดท้ายได้แก่ ความรู้ที่ต้องนำมาประยุกต์ใช้ในเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง เช่น

XML เป็นความรู้ที่สามารถ นำข้อมูลในเว็บอื่นมาแสดงร่วมกับข้อมูลในเว็บของเรา เช่น เรื่องการนำข้อมูลสภาพอากาศมาแสดงร่วมกับข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวของเรา
C# เป็นความรู้ในการเขียนโปรแกรมได้หลากหลายวัตถุประสงค์ ซึ่งเราสามารถนำความรู้เรื่องนี้ มาใช้ในการอ่านข้อมูลจากฐานข้อมูลมาแสดงพร้อมกับแหล่งท่องเที่ยว


ดูๆ ไปแล้ว รู้สึกว่ามันจะเยอะเหมือนกันนะครับ แต่ไม่เป็นไรครับ อย่างที่บอกว่าเว็บนี้เป็นเว็บสำหรับแบ่งปันความรู้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ในครั้งต่อๆ ไป ผมจะเอาความรู้แต่ละหัวข้อมาเล่าให้ฟังเป็นเรื่องๆ ให้เข้าใจง่ายที่สุดครับ


วันพฤหัสบดีที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2553

SQL

ntroduction to Structured Query Language

พื้นฐาน คำสั่ง SELECT

ในระบบฐานข้อมมูลนั้น ข้อมูลทั้งหมดจะถูกจัดเก็บไว้ในรูปของ Table และ Columns ตัวอย่างเช่น

ในTable พนักงาน เราจัดเก็บข้อมูล Social Security Number, Name และ Address:

EmployeeAddressTable

SSN



FirstName



LastName



Address



City



State

512687458



Joe



Smith



83

First Street



Howard



Ohio

758420012



Mary



Scott



842 Vine Ave.



Losantiville



Ohio

102254896



Sam



Jones



33 Elm St

.



Paris



New York

876512563



Sarah



Ackerman



440 U.S. 110



Upton



Michigan

จากของมูลข้างบน ถ้าเราต้องการแสดงที่อยู่ของพนักงานทุกคนโดยใช้คำสั้ง "Select" SQL Statement จะเป็นดังนี้ :

SELECT FirstName, LastName, Address, City, State

FROM EmployeeAddressTable;

จาก SQL Statement ข้างบนเราจะได้ผลดังนี้

First Name



Last Name



Address



City



State

Joe



Smith



83

First Street



Howard



Ohio

Mary



Scott



842 Vine Ave.



Losantiville



Ohio

Sam



Jones



33 Elm St

.



Paris



New York

Sarah



Ackerman



440 U.S. 110



Upton



Michigan

จาก Statement ข้างบน เราได้ เราได้ร้องขอข้อมูลทั้งหมดใน TableEmployeeAddress โดยที่เราระบุ Columns ที่เราต้องการไปด้วยใน Statement ดังนั้น ข้อมูลที่เราจะได้รับก็จะถูกจัดเรียงตาม Columns ที่เราส่งไปกับคำสั้ง SELECT นั้นเอง

คำสั่ง Select แบบทั่วไป

SELECT ColumnName1,ColumnName2, ...

FROM TableName;

นอกจากนี้ในคำสั่ง SQL เราสามารถที่จะขอข้อมูลทั้งหมดทุก Columns ใน Table โดยใช้เครื่องหมาย * แทนการพิมพ์ชื่อทุก Columns ในกรณีนี้ข้อมมูลก็จะถูกส่งมาโดยเรียงตามลำดับ Columns ที่ระบุไว้ใน โครงสร้างของ Tabls

SELECT * FROM TableName;

ในการใช้ คำสั่ง SELECT * นั้น เราควรใช้ในกรณีที่เราแน่ใจจริงๆว่าเราต้องการข้อมูลทั้งหมดในทุก Columns มิฉะนั้นแล้วจะทำให้ Database ทำงานเกินความจำเป็น อีกทั้งเวลาในการประมวลผลคำสั้งนานนั้นยังนานกว่า กราใช้ SELECT statement โดยระบุบ Column name อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ใน Database แต่ละตัวก็อาจจะมีโครงสร้างของคำสั่งที่แตกต่างไปบ้างเล็กน้อย แต่โดยทั่วไปแล้ว พื้นฐานคำสั่งหลัก ๆ ก็จะเหมือนๆ กัน ตามมาตราฐาน SQL92 (จะพูดถึงในบทหลังๆ) ดังนั้นทุกครั้งที่เราเริ่มศึกษา Database ตัวใหม่เราก็ควรทีจะอ่าน Help file โดยเฉพาะในส่วนของ Overview Product.

คำสั่ง SELECT แบบมีเงื่อนไข

ก่อนที่เราจะพูดถึงรายละเอียด มาดูตัวอย่าง Table และเครื่องหมายในการเปรียบเทียบก่อน นะครับ (ตัวอย่างนี้ใช้ในการทดลองเท่านั้นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ใด):

EmployeeTable

EmployeeID



Salary



Benefits



Position

010



75000



15000



Manager

105



65000



15000



Manager

152



60000



15000



Manager

215



60000



12500



Manager

244



50000



12000



Staff

300



45000



10000



Staff

335



40000



10000



Staff

400



32000



7500



Entry-Level

441



28000



7500



Entry-Level

เครื่องหมายเปรียบเทียบใน SQL

โดยทั่วไปแล้ว เครื่องหมายเปรียบเทียบ ที่ใช้ใน Database หลัก ๆจะมีอยู่ด้วยกัน 6 ชนิด คือ

=



เท่ากับ

<> หรือ !=



ไม่เท่ากับ

<



น้อยกว่า

>



มากกว่า

<=



น้อยกว่าหรือเท่ากับ

>=



มากกว่าหรือเท่ากับ

ในภาษา SQL นั้นเราสามารถสร้างเงื่อนไขของข้อมูลที่เราต้องการได้ โดยใช้เครื่องหมายเปรียบเทียบที่เราต้องการร่วมกับ กับคำสั่ง WHEREโดยใส่ไว้ข้างหลังคำสั่ง SELECTเสมอ โดยเราจะเรียกในส่วนเงื่อนไขนี้ว่า Where clause คราวนี้เรามาดูตัวอย่างการเขียน Where clause เลยนะครับ

จาก Table ตัวอย่างข้างบน สมมุติว่าเราต้องการ ดูข้อมูล EmployeeID ของคนที่มี salary มากกว่า 50,000 SQL statement ก็จะเป็นดังนี้

SELECT EmployeeID

FROM EmployeeTable

WHERE SALARY >= 50000;

โดยเครื่องหมาย >= (มากกว่า หรือ เท่ากับ) จะดึงข้อมูลของ Records ที่มีข้อมูลใน column salary มากกว่า หรือ เท่ากับ 50000 เท่านั้น มาแสดงผล ดังนั้น ผลที่จะแสดงจะเป็นดังนี้:

EmployeeID

---------------------

010

105

152

215

244

นอกจากนี้เรายังสามารถใช้ คำสั่ง Where caluse กับ columns ที่เก็บข้อมูลเป็น Character (Char, Varchar หรือ Text) ได้อีกด้วย. ตัวอย่าง เราต้องการ แสดงผลข้อมูลของคนที่มีตำแหน่ง "Manager" SQL statement ก็จะเป็นดังนี้

SELECT EmployeeID

FROM EmployeeTable

WHERE POSITION = 'Manager';

อย่างไรก็ตาม ในการใช้เครื่องหมาย เปรียบเทียบกับ Text Columns นั้น โดยส่วนมากจะใช้ได้กับ เครื่องหมาย มากกว่า , เท่ากับ หรือ คำสั่ง Like (จะกล่าวต่อไปในบทหลัง ๆ) เท่านั้น โดยค่าของตัวแปรที่เราส่งเข้าไป จะต้องมีเครื่องหมาย Single Quote (') หรือ Double Quote (") ก่อนและหลังตัวแปรเสมอ

ข้อแนะนำ: ในการเขียน App. ที่ดีนั้นทุกครั้งที่เรามี คำสั่ง Where Clause ใน SQL statement นั้นเราควรจะเช็คดูว่า Column ที่เรานำมาเรียบเทียบนั้น มีการสร้าง Index แล้วหรือยัง ถ้าหากว่ายังไม่มี ตัวDatabase engine จะต้องทำการ สแกนหาข้อมูลใน Table ตั้งแต่ต้น ( เราเรียกว่า Table Scan) ซึ่งจะใช้เวลาในการประมวลผลหาข้อมูลนานกว่า ในกรณีที่เราได้สร้าง Index Column ไว้ที่ Columnsนั้น.


การใช้เครื่องหมายเปรียบเทียบมากกว่า 1ตัว : Compound Conditions

คำสั่ง AND เป็นคำสั่งในการเชื่อมเงื่อนไขในกรณีที่เราต้องการข้อมมูลที่มีเงือนไขมากกว่า 1 อย่าง โดยข้อมูลที่จะแสดงผลนั้น จะต้องแมทช์ กับเงือนไข ทั้งหมด ที่เราส่งไป ที่ Database ตัวอย่างเช่น, เราต้องการ ID ของคนที่มีรายได้มากกว่า 40,000 และมี Position เท่ากับ "Staff": SQL Statement จะเป็นดังนี้

SELECT EMPLOYEEID

FROM EMPLOYEETABLE

WHERE SALARY > 40000 AND POSITION = 'Staff';

คำสั่ง OR ป็นคำสั่งที่ใช้ในการเชื่อมเงือนไขเหมือนกับ คำสั่ง AND แต่จะต่างกันตรงที่ ข้อมูลที่จะได้นั้น สามารถเป็นข้อมูลที่ แมทช์กับ เงือนไขใด เงือนไขหนึ่ง ก็ได้ ตัวอย่างเช่น, เราต้องการ ID ของคนที่ได้ Salary น้อยกว่า 40,000 หรือ มี benefits น้อยกว่า 10,000 in benefits SQL Statement จะเป็นดังนี้

SELECT EMPLOYEEID

FROM EMPLOYEETABLE

WHERE SALARY < 40000 OR BENEFITS < 10000;

นอกจากนี้ คำสั่ง AND และคำสั่ง OR ยังสามารถใช้ด้วยกันได้อีกด้วย ตัวอย่างเช่น :

SELECT EMPLOYEEID

FROM EMPLOYEETABLE

WHERE POSITION = 'Manager' AND SALARY > 60000 OR BENEFIT > 12000;

จากชุดคำสั่งข้างบน อย่างแรก SQL จะค้นหาข้อมูลของคนที่มีตำแหน่ง ='Manager' จากนั้นก็จะใช้ผลลัพธ์นั้นหาต่อไปว่ามี records ใดบ้างที่มี ข้อมูลใน column SALARY มากกว่า 60000. แล้วจากนั้นจึง ไปหาข้อมูลใน ตารางใหม่ว่ามี Record ใดบ้างที่มี BENEFITS มากกว่า 12000 บ้าง จากนั้นจึงเอาผลลัพธ์ทั้งสองมารวมกับ. ดังนั้นข้อมูลทั้งหมดที่เราจะได้จาก คำสั่งข้างบนจะเป็นข้อมูล ของคนที่มีตำแหน่ง เป็น Manager และ ได้เงินเดือนมากกว่า 60000 นอกจากนี้ยังรวมไปถึงข้อมูลของคนอื่นที่ไม่ได้เป็น Manager แต่ได้ BENEFITS มากกว่า 12000 อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่เราต้องการสร้างเงือนไขมากกว่า 1 เงื่อนไขเราควรที่จะใส่ เครื่องหมาย ( และ ) ก่อนและหลังเงือนไข นั้น เพื่อ ง่าย แก่การเข้าใจ และจะช่วยในการแก้ error ในอนาคต ด้วย ตัวอย่าง เช่น .

SELECT EMPLOYEEID

FROM EMPLOYEETABLE

WHERE (POSITION = 'Manager' AND SALARY > 60000) OR BENEFIT > 12000;<


คำสั่ง IN และ BETWEEN

คำสั่ง IN และ BETWEEN. เป็นคำสั่งที่ใช้ในการสร้างเงือนไขที่มากกว่า 1 เงือนไข ในคำสั่งเดียว ตัวอย่างเช่น ถ้าเราต้องการรายชื่อของ คนที่มี ตำแหน่ง เป็น "MANAGER" และ "STAFF" เราสามารถนำมารวมกัน โดยใช้ คำสั่ง IN เช่น

SELECT EMPLOYEEIDNO

FROM EMPLOYEETABLE

WHERE POSITION IN ('Manager','Staff');

ส่วนคำสั่ง BETWEEN จะคล้าย ๆๆกับ กับสั่ง IN แต่จะใช้ในการ สร้างเงือนไขกับ ย่านข้อมูลที่เป็นตัวเลข ตัวอย่างเช่น เราต้องการ ข้อมูลของคนที่มีเงินเดือนระหว่าง 30,000 - 50,000 เราสามารถเขียน ได้ดังนี้

SELECT EMPLOYEEIDNO

FROM EMPLOYEETABLE

WHERE SALARY BETWEEN 30000 AND 50000;

นอกจากนี้เรายังสามารถใช้คำสั่ง NOT ร่วมกับ IN หรือ BETWEEN เพื่อที่จะได้ผลตรงข้ามกัน ดังเช่น

SELECT EMPLOYEEIDNO

FROM EMPLOYEETABLE

WHERE SALARY NOT BETWEEN 30000 AND 50000;

วันพฤหัสบดีที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2553

รูปแบบฐานข้อมูล

รูปแบบของระบบฐานข้อมูล

รูปแบบของระบบฐานข้อมูล มีอยู่ด้วยกัน 3 ประเภท คือ

1. ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (Relational Database)

เป็นการเก็บข้อมูลในรูปแบบที่เป็นตาราง (Table) หรือเรียกว่า รีเลชั่น (Relation) มีลักษณะเป็น 2 มิติ คือเป็นแถว (row) และเป็นคอลัมน์ (column) การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างตาราง จะเชื่อมโยงโดยใช้แอททริบิวต์ (attribute) หรือคอลัมน์ที่เหมือนกันทั้งสองตารางเป็นตัวเชื่อมโยงข้อมูล ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์นี้จะเป็นรูปแบบของฐานข้อมูลที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ดังตัวอย่าง

พนักงาน

รหัสพนักงาน

ชื่อพนักงาน

ที่อยู่

เงินเดือน

รหัสแผนก

12501535

12534568

12503452

12356892

15689730

นายสมพงศ์

นายมนตรี

นายเอก

นายบรรทัด

นายราชัน

กรุงเทพ

นครปฐม

กรุงเทพ

นนทบุรี

สมุทรปราการ

12000

12500

13500

11500

12000

VO

VN

VO

VD

VA

รูปแสดงตารางพนักงาน

2. ฐานข้อมูลแบบเครือข่าย (Network Database)

ฐานข้อมูลแบบเครือข่ายจะเป็นการรวมระเบียนต่าง ๆ และความสัมพันธ์ระหว่างระเบียนแต่จะต่างกับฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ คือ ในฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์จะแฝงความสัมพันธ์เอาไว้ โดยระเบียนที่มีความสัมพันธ์กันจะต้องมีค่าของข้อมูลในแอททริบิวต์ใดแอททริบิวต์หนึ่งเหมือนกัน แต่ฐานข้อมูลแบบเครือข่าย จะแสดงความสัมพันธ์อย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น

http://www.tcteach.com/NewDBMS/images/p05.jpg

3. ฐานข้อมูลแบบลำดับชั้น (Hierarchical Database)

ฐานข้อมูลแบบลำดับชั้น เป็นโครงสร้างที่จัดเก็บข้อมูลในลักษณะความสัมพันธ์แบบพ่อ-ลูก (Parent-Child Relationship Type : PCR Type) หรือเป็นโครงสร้างรูปแบบต้นไม้ (Tree) ข้อมูลที่จัดเก็บในที่นี้ คือ ระเบียน (Record) ซึ่งประกอบด้วยค่าของเขตข้อมูล (Field) ของเอนทิตี้หนึ่ง ๆ

ฐานข้อมูลแบบลำดับชั้นนี้คล้ายคลึงกับฐานข้อมูลแบบเครือข่าย แต่ต่างกันที่ฐานข้อมูลแบบลำดับชั้น มีกฎเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งประการ คือ ในแต่ละกรอบจะมีลูกศรวิ่งเข้าหาได้ไม่เกิน 1 หัวลูกศร

http://www.tcteach.com/NewDBMS/images/p04.jpg

4.ฐานข้อมูลเชิงวัตถุ

ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยนำเทคโนโลยีการโปรแกรมเชิงวัตถุเข้ามาใช้ ระบบฐานข้อมูลแบบนี้มีความเหมาะสมกับงานฐานข้อมูลที่เก็บข้อมูลซึ่งค่อนข้างซับซ้อนและมีขนาดใหญ่ตัวอย่างเช่น ฐานข้อมูลเก็บภาพลักษณ์ (Image) หรือภาพกราฟิกส์ (Graphics) ฐานข้อมูลเก็บข้อมูลการทดลองวิทยาศาสตร์ที่ต้องเก็บตัวเลขทศนิยมเป็นจำนวนมาก ฐานข้อมูลของข้อมูลทางภูมิศาสตร์ หรือฐานข้อมูลมัลติมีเดียเป็นต้น ดังนั้น การโปรแกรมเชิงวัตถุจึงมีความเหมาะสมที่จะนำมาใช้ในการพัฒนาฐานข้อมูลเหล่านี้เนื่องจากคุณสมบัติต่างๆ ของโปรแกรมเชิงวัตถุ เช่น วัตถุ คลาส ตัวสร้างชนิด (Type Constructors) หลักนามธรรมของข้อมูล (Encapsulation) ลำดับชั้นและกรรมพันธุ์ของชนิดข้อมูล (Type hierarchies and inheritance) วัตถุที่มีโครงสร้างซับซ้อน (Complex Object) และตัวดำเนินการที่ทำงานได้กับข้อมูลหลายชนิด (Overloading Operator) เป็นต้น

ระบบจัดการฐานข้อมูลเชิงวัตถุได้รับการพัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ ตัวอย่างของซอฟต์แวร์ในท้องตลาด ได้แก่ โอทู ของบริษัทโอทูเทคโนโลยี (O2 of O2 Technology) อ็อบเจกต์สโตร์ ของบริษัทอ็อบเจกต์ดีไซน์ (ObjectStore of Object Design) เจ็มสโตน/โอพัล ของบริษัทเซอร์วิโอโลจิก (GEMSTONE/OPAL of ServioLogic) ออนโทส ของบริษัทออนโตลอจิก (ONTOS of Ontologic) อ็อบเจกทิวิตี ของบริษัทอ็อบเจกทิวิตี (OBJECTIVITY of Objectivity Inc.) และ เวอร์แซนต์ ของบริษัทเวอร์แซนต์เทคโนโลยี (VER SANT of Versant Technology) เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานและมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่พัฒนาระบบจัดการฐานข้อมูลเชิงวัตถุ เพื่อการทดลองและการศึกษาอยู่หลายแห่ง ตัวอย่างเช่น ระบบโอเรียน (Orion) พัฒนาที่หน่วยงานไมโครอิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ (Microeletronics and Computer Technology Corporation) รัฐเทกซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา ซอฟต์แวร์โอเพน โอโอดีบี (Open OODB)พัฒนาขึ้นที่บริษัทเทกซัสระบบไออาร์ไอเอส (IRIS) พัฒนาขึ้นที่หน่วยปฏิบัติการฮิวเลตต์ แพกการ์ด ระบบโอดีอี (ODE) พัฒนาขึ้นที่หน่วยหน่วยปฏิบัติการเอทีแอนที เบลล์ และ ซอฟต์แวร์เอนคอร์/อ็อบเซิร์ฟเวอร์ (ENCORE/ ObServer) พัฒนาขึ้นที่มหาวิทยาลัยบราวน์ เป็นต้น

http://www.tcteach.com/NewDBMS/images/p08.jpg

5. ฐานข้อมูลเชิงวัตถุ-สัมพันธ์ (The Object-Relational Database Model)

สร้างขึ้นเพื่อให้ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์สามารถเพิ่มคุณสมบัติของแบบจำลองเชิงวัตถุเข้าไปได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม ในด้านการออกแบบข้อมูลใหม่ หรือเปลี่ยนแปลงระบบฐานข้อมูลเดิม โดยสิ่งที่เพิ่มขึ้นมาจากแบบจำลองฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ คือ สามารถสร้างชนิดข้อมูลที่กำหนดเองได้

วันจันทร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2553

สวัสดี

สวัสดี คับ